Cherbonyl

Pripyat เมืองร้างจากผลกระทบทางภัยพิบัติที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์ เมื่อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Chernobyl เกิดระเบิดขึ้นในปี 1986 สิ่งนี้ได้เปลี่ยนโฉมเมืองไปอย่างสิ้นเชิงและเกิดงานสถาปัตยกรรมประเภทใหม่ที่ป้องกันมนุษย์จากภัยพิบัติที่พวกเขาก่อเอง

สถาปัตยกรรมที่ป้องกันมนุษย์จากภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์

เราทุกคนคงเคยได้ยินและรู้จักกับสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นมาป้องกันหรือบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นธรรมดาที่มนุษย์นั้นมีความทะเยอทะยานพยายามจะเอาชนะธรรมชาติ หรือข้ามขีดจำกัดของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องจบลงด้วยการอยู่ร่วมกับมัน เพราะมนุษย์นั้นขาดธรรมชาติไม่ได้ อีกทั้งภัยธรรมชาติก็เป็นสิ่งซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน 

รูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ป้องกันภัยพิบัติและบรรเทาภัยพิบัตินั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะในส่วนของการป้องกันนั้นคือการเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ยังไม่มาถึง แต่การบรรเทาเป็นเพียงการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นมาแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของทั้งสองแบบนี้ได้อย่างชัดเจนในประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา ญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง การพัฒนาทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมจึงก้าวหน้ามากพอที่จะรับมือและป้องกันแผ่นดินไหวที่พร้อมที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ในประเทศด้อยพัฒนาอย่างเช่น เนปาล หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2015 เนื่องจากความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติยังไม่ดีพอ จึงเกิดเป็นผลกระทบครั้งใหญ่ของประเทศที่ซึ่งแม้ในปัจจุบันการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียดายตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งนั้นยังทำได้ไม่ครบในทุกพื้นที่

แล้วอะไรคือภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์หล่ะ?

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน ปี 1986 ที่เมือง Pripyat เมืองที่ห่างจากเมือง Kiev ไปทางตอนเหนือระยะทางประมาณ 60 ไมล์ ของประเทศยูเครน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ V.I. Lenin หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl” ได้เกิดการระเบิดของเตาปฎิกรณ์ที่ 4 ของโรงไฟฟ้า เมื่อวิศวกรทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็นและระบบทำความเย็นฉุกเฉินของแกนปฎิกรณ์นิวเคลียร์ เกิดแรงดันไอน้ำสูงอย่างฉับพลัน แต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติไม่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 หลอมละลายและเกิดระเบิดขึ้น ผลจากการระเบิดทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศ  ทำให้ทางการของยูเครน เบลารุส และรัสเซีย ต้องอพยพประชากรมากกว่า 336,431 คนออกจากพื้นที่อย่างฉุกเฉิน 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl

ภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์” ครั้งนี้ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประชากรในบริเวณโดยรอบ และหลังจากนั้นไม่นานขี้เถ้าที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีก็ได้ปกคลุมไปทั่วยุโรปและการระเบิดครั้งนี้นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา 

ภายหลังจากการระเบิด 6 เดือนได้มีการสร้างงานสถาปัตยกรรมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ โดยใช้คอนกรีตจำนวน 400,000 ลบ.. และโลหะ 7,300 ตัน เพื่อครอบบริเวณเตาปฎิกรณ์ที่ระเบิดเอาไว้ป้องกันไม่ให้สารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกไปได้ เมือง Pripyat ต้องถูกทิ้งร้างไม่สามารถให้คนอยู่อาศัยได้ เพราะการปนเปื้อนของสารกัมมันภาพรังสีที่ปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองซึ่งอาจจะใช้เวลาถึง 20,000 ปี ถึงจะปลอดภัยถึงระดับที่มนุษย์สามารถเข้าไปอยู่ได้

สิ่งนี้คือการสะท้อนการละทิ้งสถาปัตยกรรมของมนุษย์และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ

ผลกระทบของการละทิ้งเมืองๆหนึ่งยาวนานกว่า 30 ปี เมือง Pripyat แสดงให้เห็นถึงการเป็นหนึ่งเดียวกันของสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต้นไม้ที่ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง หญ้าที่แทรกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาคารหรือรากไม้ที่หยั่งรากฝังลึกเข้าไปในฐานคอนกรีต ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้กลับไปสู่สภาพเดิมผ่านกระบวนการของธรรมชาติ เพราะต้นไม้ที่แทรกซึมทั้งหมดในเมืองนั้นมีส่วนช่วยในการดูดซับสารกัมมันตภาพรังสี และช่วยฟื้นฟูสภาพของดินที่มีการปนเปื้อนอีกด้วย

ต้นไม้แทรกอยู่ทั่วทั้งเมือง

ร่องรอยที่เหลืออยู่ของมนุษย์นั้นมีเพียงแค่ซากปรักหักพังและการถูกทิ้งร้างของสิ่งของต่างๆอยู่ทั่วเมืองของเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว แต่เรายังเห็นถึงการมีปฎิสัมพันธ์ของคนกับเมืองนี้อยู่บ้าง เช่น ร่องรอยการหายไปของกระจกหรือหน้าต่างที่ถูกขโมย หรือ ร่องรอยของการพ่นสี Graffiti ในพื้นที่ต่างๆของเมืองโดยเด็กวัยรุ่นที่แอบเข้าไปกันอย่างผิดกฏหมาย

ปัจจุจันเมืองนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากคนหลายๆกลุ่ม เพราะถึงแม้เมืองนี้จะไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยแต่ยังมีความปลอดภัยพอที่จะใช้เวลาอยู่ในนั้นเพียงสั้นๆ ด้วยสเน่ห์ของการถูกทิ้งร้างและการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของธรรมชาติและเมือง ทำให้เมืองนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศยูเครน

การหลอมรวมเป็นหนึ่งของเมืองและธรรมชาติ

เมืองที่สะท้อนรูปแบบของการปกครองโดยสหภาพโซเวียตในอดีต

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1970 เมือง Pripyat ได้มีการพัฒนาและก่อสร้างไปพร้อมกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl เนื่องจากทางสหภาพโซเวียตต้องการย้ายประชากรจำนวนมากมาทำงานในโรงไฟฟ้า การก่อร่างสร้างตัวของเมืองเล็กๆเมืองนี้จึงถือกำเนิดขึ้น 

เมืองขนาดเล็กที่มีประชากรโดยรวมประมาณ 50,000 คน อายุประชากรเฉลี่ยเพียง 26 ปี แต่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ประกอบกับปัจจัยต่างๆที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง เมืองนี้จึงเป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่มีความขาดแคลนของพื้นที่อยู่อาศัยและทรัพยากร สิ่งที่น่าสนใจของ Infrastructure ของเมืองนี้ที่ใช้หลักคิดของสหภาพโซเวียตในการจัดสรรพื้นที่อย่างมีระบบ โดยเน้นหนักไปในพื้นที่ส่วนกลางที่ครบถ้วนและพื้นที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบเหมือนกัน แสดงถึงหลักความคิดของการเท่าเทียมกันของระบอบคอมมิวนิสต์

เมือง Pripyat ในอดีตก่อเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด 

อพาร์ทเม้นต์ 13,000 ห้อง, 18 หอพักสำหรับชายหรือหญิงที่โสด และ 8 หอพักสำหรับคู่รักที่แต่งงานแล้ว ทั้งหมดนี้คืออาคารประเภทที่อยู่อาศัยของเมืองที่เน้นการพักอาศัยแบบรวม ไม่มีใครได้พื้นที่มากกว่าใคร ใช้ของส่วนกลางเป็นหลักแต่จะเน้นการพัฒนาในพื้นที่ของการใช้สวัสดิการของรัฐ เช่น โรงเรียนอนุบาลและประถม 15 โรงเรียน และ โรงเรียนมัธยม 5 โรงเรียน เพื่อรองรับนักเรียนรวมกันกว่า 12,000 คน โรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วย 410 คน และคลินิค 3 แห่ง, พื้นที่ศูนย์การค้าที่รวมกันสามารถให้บริการลูกค้าได้ถึง  5,000 คนพร้อมกัน หรือ โรงยิมและสนามยิงปืนอีก 10 แห่ง และอีกมากมายหลายสถานที่ที่เน้นการให้บริการประชาชนอย่างมีความเท่าเทียมกัน 

น่าเสียดายที่เมืองเล็กๆของคนหนุ่มสาวเมืองนี้ได้ประสบกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ทำให้เมืองนี้ต้องกลายเป็นเมืองร้างไม่มีใครอยู่อาศัย และเหล่าหนุ่มสาวที่อพยพออกไปนั้นต่างประสบกับโรคมะเร็งกันเป็นจำนวนมากและสารพิษที่ค้างคานั้นยังส่งผลไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานอีกด้วย 

รูปแบบของสถาปัตยกรรมใหม่ที่ป้องกันมนุษย์จากภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์

หลังจากการสร้างโครงสร้างปกคลุมบริเวณที่ได้รับการระเบิดของโรงไฟฟ้าผ่านไป 20 ปี มีโครงการเมกะโปรเจคใหม่ที่จะสร้าง “New Safe Confinement” ที่จะช่วยป้องกันการแผ่ของกัมมันตภาพรังสีและลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตเพื่อทดแทนโครงสร้างเก่าที่มีอายุการใช้งานเพียง 30 ปี โครงการนี้มีแผนให้อายุการใช้งานยาวนานถึง 100 ปี และถือเป็นงานสถาปัตยกรรมโครงสร้างเหล็กที่เคลื่อนที่ได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยโครงสร้างหลังคาเหล็กทรงโค้งที่สูงถึง 92.5 เมตร และความยาวของซุ้มโค้งวัดจากภายนอกกว่า 270 เมตร  ทำให้งานชิ้นนี้สามารถใช้เป็นที่เก็บเทพีเสรีภาพ หรือ เครื่องบิน Boeing 77s ได้ถึง 2 ลำ

Chernobyl New Safe Confinement

ถึงแม้เหตุการณ์ระเบิดจะผ่านมานานนับ 30 ปี แต่ความอันตรายในการอยู่ในพื้นที่นั้นยังมีอยู่สูง การก่อสร้างโครงสร้างหลังคาเหล็กทรงโค้งนี้จึงทำห่างจากบริเวณเตาปฎิกรณ์ 4 ที่ระเบิดถึง 300 เมตร เพื่อความปลอดภัยของพนักงานก่อสร้างและวิศวกร โดยทำการก่อสร้างโครงสร้างหลังคาเหล็กทรงโค้งและทำการเลื่อนหลังคานี้ผ่านรางเหล็กให้ไปครอบกับบริเวณที่เป็นจุดเกิดเหตุระเบิด การก่อสร้างเริ่มเมื่อปี 2010 และแล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคมปี 2018 ใช้งบประมาณไปถึง 1.5 พันล้านยูโร (53,000 ล้านบาท)

งานสถาปัตยกรรมมักถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง อาจเป็นการสนองพฤติกรรมของมนุษย์หรืออาจเป็นการสนอง “ผลที่เกิดจาก” พฤติกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นผลที่ดีหรือผลที่ร้ายแรง สถาปัตยกรรมก็พร้อมที่จะปรับตัวเองให้กลายเป็นสิ่งที่เป็น “ประเภทใหม่” ได้อยู่เสมอและไม่ว่าความคิดหรือเทคโลโนยีจะล้ำสมัยและพัฒนาอย่างก้าวกระโดดขนาดไหน สถาปัตยกรรมก็พร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่พร้อมอยู่ในทุกสถานการณ์

ไม่ว่าจะถูกปล่อยให้เป็นเมืองร้าง สถาปัตยกรรมในเมือง Pripyat ก็ยังแสดงออกถึงความเป็นตัวเองผ่านกาลเวลาที่ผ่านไปและในบริบทที่เปลี่ยนไป ทั้งในวันหนึ่งที่เคยเป็นเมืองเล็กๆที่เพรียบพร้อมของคนหนุ่มสาวหรือในวันที่ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่นอกจากธรรมชาติที่ได้หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้ไปแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่า อีก 20,000 ปีข้างหน้าหลังจากที่เมือง Pripyat อยู่ในสถานะที่ปลอดภัยต่อการเข้าอยู่อาศัยแล้วเมืองจะกลายเป็นอย่างไร เราอาจจะเห็นรูปแบบการอยู่ร่วมกันแบบใหม่ของทั้งมนุษย์และธรรมชาติแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหรือการที่ธรรมชาติเอาชนะมนุษย์ได้สำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะรู้ได้คือตั้งแต่ในเวลานี้และในอนาคตข้างหน้า เมือง Pripyat ยังคงพร้อมที่จะปรับตัวเองตามสภาพการณ์อย่างที่เคยทำมาในอดีตและยังคงจะปรับตัวมันเอง เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและธรรมชาติต่อไป
 

RELATED POSTS

Interior

Heytea Daydreamer

ร้านชากับการใช้นิยามกับ “ระยะห่าง” และ “ความสัมพันธ์” ของพื้นที่ใหม่ผ่านงานศิลปะวัฒนธรรมจีนโบราณ

Zeitz Museum of Contemporary Art Africa
Architecture

Zeitz Museum of Contemporary Art Africa

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของทวีปแอฟริกาที่แสดงผลงานศิลปะของชาวแอฟริกันและศิลปินทั่วทุกมุมโลก ด้วยการออกแบบและก่อสร้างที่เข้าไปจัดการกับอาคารเก่าบริเวณท่าเรือริมทะเล จนกลายมาเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ดีที่สุดในโลก

COVID-19 Pavillion
Architecture

COVID-19 Pavilion

สนามเด็กเล่นจำลองที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พวกเราทำความรู้จัก ใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสมากยิ่งขึ้นและได้เป็นส่วนร่วมในการต่อสู้กับมัน