Art of Azulejo

จากศิลปะลวดลายบนกระเบื้องของชาวโปรตุเกสกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งเล่าถึงเรื่องราวในแต่ละสถานที่ของเมืองที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไป

ศิลปะการเพ้นท์กระเบื้องและเรื่องราวของชาวโปรตุเกส

ที่ประเทศโปรตุเกสเราจะสามารถพบเห็นกระเบื้องเคลือบเพ้นท์เป็นลวดลายต่างๆสวยงามประดับตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคารได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง โบสถ์ บ้าน ร้านค้า สถานีรถไฟ ไปจนถึงป้ายบอกตามแยกถนน กระเบื้องประเภทนี้คืออะไร ทำไมมันถึงเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบันและกลายเป็นหนึ่งในศิลปะการออกแบบประจำชาติของโปรตุเกสได้

กระเบื้องลายน้ำเงินขาวที่เราสามารถเห็นได้ทุกที่ในเมือง

Azulejo” คือชื่อเรียกของกระเบื้องชนิดนี้ มาจากศัพท์ภาษาอาหรับว่า “az-zulayj” ซึ่งแปลว่า “Polished stone” หรือหินขัด หลังจากที่ชาวมัวร์ กลุ่มชนชาติมุสสลิมย้ายมาตั้งถิ่นฐานจากแอฟริกาตอนเหนือมาที่บริเวณคาบสมุทรไอบีเรีย (พื้นที่บริเวณประเทศสเปนและประเทศโปรตุเกส) ในช่วงศตวรรษที่ 8 พวกเขาได้นำศิลปะการใช้กระเบื้องประเภทนี้มาใช้ตกแต่งทั้งภายนอกและภายในของอาคาร แต่ด้วยข้อจำกัดทางศาสนารูปแบบของลวดลายกระเบื้องนั้นมีเพียงแค่การเล่นกับรูปทรงทางเลขาคณิตเท่านั้น หลังจากการตั้งถิ่นฐานของชาวมัวร์กว่า 500 ปี กลุ่มชนชาวคริสเตียนทำการยึดดินแดนบริเวณประเทศสเปนและโปรตุเกสได้ทำเสร็จ ส่งผลให้งานศิลปะกระเบื้องของชาวมัวร์แทบจะหายไปทั้งหมด และเป็นยุคของการต่อยอดศิลปะเก่าให้มีความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมของชาวคริสเตียน

ความนิยมของกระเบื้อง Azulejo กลับมาอีกครั้งในสมัยศตวรรษที่ 15 เนื่องจาก King Manuel I ทรงโปรดการประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิคของพระราชวังAlhambra ที่เมืองกรานาด้า ประเทศสเปนอย่างมาก จึงตัดสินใจที่จะตกแต่ง Sintra palace ของพระองค์ด้วยกระเบื้องชนิดเดียวกัน โดยนำเข้ามาจากเมืองเซบีย่า ทางตอนใต้ของประเทศสเปน 

ลายกระเบื้องภายในพระราชวัง Alhambra  

และเนื่องจากศิลปะการเพ้นท์ลงบนกระเบื้องของชาวมัวร์ได้หายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ประกอบกับการไม่มีข้อจำกัดทางศาสนาที่สามารถใส่ลวดลายเข้าไปในงานศิลปะได้เต็มที่ ชาวโปรตุเกสจึงพัฒนาลวดลายของกระเบื้องให้มีความหลากหลายมากขึ้นมีการใช้สีสันที่หลากหลาย สีที่เด่นที่สุดคือ สีฟ้า สีเหลือง สีเขียวและสีขาว เพิ่มลวดลายรูปภาพของคนและสัตว์ลงไป งานศิลปะบนกระเบื้องนั้นก็เป็นการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชนชาติ หรือเรื่องเล่าของตำนานเกี่ยวกับศาสนา และมีการนำไปประดับในส่วนต่างๆของอาคารอย่างแพร่หลาย 

กระเบื้องที่ลวดลายสวยงามไม่ได้มีประโยชน์แต่การตกแต่งเท่านั้น มันยังมีความสามารถในการป้องกันความชื้นเข้าสู่อาคาร ช่วยปรับอุณหภูมิของภายนอกและภายในอาคารให้มีความสมดุลกัน เมื่ออากาศหนาวภายในจะอบอุ่น และเมื่ออากาศร้อนภายในจะเย็นสบาย และยังช่วยในการลดเสียงรบกวนจากภายนอกที่จะเข้ามาในอาคารอีกด้วย 

กระเบื้องสีเหลืองและขาวที่เป็นที่นิยมก่อนสีน้ำเงิน

ประเทศโปรตุเกสพึ่งพาเศรษฐกิจทางด้านการค้าขายระหว่างประเทศเป็นหลัก และในช่วงศตวรรษที่ 16 ได้มีการเริ่มการค้าขายกับประเทศจีนสมัยราชวงศ์หมิง มีการนำเข้าสินค้าจากจีนมากมาย ไม่ว่าเป็นผ้า เครื่องลายคราม และเครื่องเทศ ชาวโปรตุเกสจึงนำเอาศิลปะจากทางจีนมาประยุกต์ในงานกระเบื้อง เราจะเห็นได้จากการใช้สีน้ำเงินและขาวเป็นสีหลัก ซึ่งเป็นอิทธิพลอย่างมากจากเครื่องลายครามของจีน และมีการเพ้นท์ลายนกและใบไม้มี่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายการทอผ้าของชาวจีน ซึ่งการประยุกต์นำศิลปะจีนมาผสมผสานกันกับการเพ้นท์นับเป็นสิ่งที่ทันสมัยและเป็นแฟชั่นหลักของเหล่าศิลปินในยุคนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมลายกระเบื้องส่วนใหญ่ของโปรตุเกสจึงมีสีน้ำเงินและฟ้าเป็นหลัก และไม่ใช่แค่อิทธิพลจากศิลปะของจีนเท่านั้น ชาวโปรตุเกสยังมีการประยุกต์เอาศิลปะของทางอาหรับ, สเปน, อิตาลี และเนเธอร์แลนด์มาใช้อีกด้วย

ลายนกและต้นไม้บนกระเบื้องที่ได้รับอิทธิพลจากเครื่องลายครามประเทศจีน

หลังจากที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1755 ที่เมืองลิสบอน (เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส) ทำให้เมืองได้รับความเสียหายครั้งใหญ่จนต้องมีการบูรณะเมืองครั้งใหญ่ การออกแบบเมืองใหม่มีผลกับสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไปจากสไตล์ Maueline (Portuguese late Gothic) เป็นสไตล์ Pombaline ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากกระเบื้อง Azulejo

ปัจจุบันงานศิลปะบนกระเบื้องนี้ยังเป็นสิ่งที่ยังคงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต และไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง มีการใช้ศิลปะสมัยใหม่เป็นลวดลายบนกระเบื้อง หรือการเล่นกับศิลปะแนวร่วมสมัย หรือ Contemporary Art เพื่อให้เข้ากับยุกต์ในสมัยมากขึ้น และประเทศโปรตุเกสเองยังคงมีการผลิตกระเบื้องที่ส่งออกขายในต่างประเทศที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

งานศิลปะแบบ Contemporary Art บนกระเบื้องที่อยู่ตามผนังของเมือง

เรื่องราวผ่านงานศิลปะบนกระเบื้อง

ทุกๆสถานที่นั้นตกแต่งด้วยกระเบื้องหลากหลายลวดลายที่แตกต่างกัน ลวดลายนั้นคอยเล่าเรื่องราวของสถานที่นั้นๆให้แก่ผู้ที่เดินผ่านมัน มีสถานที่ที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับผู้ที่อยากรับรู้เรื่องราวผ่านลวดลายกระเบื้องนี้ที่มีอยู่ทั่วโปรตุเกส ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดมีโอกาสไปเที่ยวชม คงจะหลงรักสเน่ห์ของประวัติศาสตร์ที่เล่าผ่านงานศิลปะอย่างแน่นอน         

   National Tile Museum (Museu Nacional Do Azulejo)

พิพิธภัณฑ์กระเบื้องแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเมืองลิสบอน เป็นพิพิธภัณ์ที่จัดแสดงงานศิลปะของกระเบื้องตั้งแต่สมัยเริ่มแรกมาจนถึงปัจุบัน ทำให้เราเห็นถึงวิวัฒนาการของกระเบื้องในแต่ละยุคสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติที่ต่างกัน นับเป็นพิพิธภัณฑ์กระเบื้องที่มีงานจัดแสดงเยอะที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศ

National Tile Museum

   Palace of the Marquesses of Fronteira (Palácio dos Marqueses de Fronteira)     

   พระราชวังในเมืองลิสบอนที่มีคอลเล็กชั่นกระเบื้องเยอะที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ สร้างขึ้นเมื่อช่วงศตวรรษที่ 17 หลังจากที่ประเทศโปรตุเกสชนะสงครามกับประเทศสเปนและประกาศตนเป็นอิสระภาพ มีห้อง “Sala das Batalhas” หรือ “Battle room” ที่ใช้งานศิลปะบนกระเบื้องเล่าเรื่องของฉากการรบแห่ง Montes Claros ที่เมือง Vila Viçosa ที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ สงครามครั้งนี้นับเป็นชัยชนะครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติโปรตุเกส

Palace of the Marquesses of Fronteira

Capela das Almas

โบสถ์ที่ห่อหุ้มด้วยกระเบื้องลายสีน้ำเงินขาว ออกแบบโดย Eduardo Leite ที่เมืองปอร์โต ลายกระเบื้องเล่าถึงฉาก “Death of Saint Francis of Assisi and the Martyrdom of Santa Catarina” พื้นผิวโบสถ์ภายนอกเป็นเหมือนเฟรมผ้าที่เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโบสถ์

Capela das Almas

   São Bento railway station

สถานีรถไฟในเมืองปอร์โตที่ใช้ศิลปะลวดลายของกระเบื้องตกแต่งผนังภายในสถานี ออกแบบโดย Jorge Colaço เล่าถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์การขนส่งของประเทศและการพัฒนาสู่ยุคโมเดิร์นของสังคมในประเทศโปรตุเกส

São Bento railway station

 

งานศิลปะที่ให้ตกแต่งอาคารไม่ได้เป็นแต่ของประดับตกแต่ง แต่มีที่มาที่ไปของเรื่องราวที่เพิ่ม คุณค่าให้แก่ตัวมันเอง การให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ชาวเมืองที่นี่ให้น้ำหนักอย่างมาก เพราประวัติศาสตร์เป็นรากฐานของปัจจุบันที่จะช่วยพัฒนาอนาคตที่จะมาถึง และการที่เราไม่ลืมเรื่องราวของเราว่าเป็นมาอย่างไร เป็นสิ่งที่ทุกๆชาติควรให้ความสำคัญอย่างมากเช่นกัน อย่างที่ชาวโปรตุเกสทำอยู่สะท้อนออกมาจากงานศิลปะที่ธรรมดาที่เรียกว่า “Azulejo” 

RELATED POSTS

Interior

Heytea Daydreamer

ร้านชากับการใช้นิยามกับ “ระยะห่าง” และ “ความสัมพันธ์” ของพื้นที่ใหม่ผ่านงานศิลปะวัฒนธรรมจีนโบราณ

Zeitz Museum of Contemporary Art Africa
Architecture

Zeitz Museum of Contemporary Art Africa

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกของทวีปแอฟริกาที่แสดงผลงานศิลปะของชาวแอฟริกันและศิลปินทั่วทุกมุมโลก ด้วยการออกแบบและก่อสร้างที่เข้าไปจัดการกับอาคารเก่าบริเวณท่าเรือริมทะเล จนกลายมาเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ดีที่สุดในโลก

COVID-19 Pavillion
Architecture

COVID-19 Pavilion

สนามเด็กเล่นจำลองที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พวกเราทำความรู้จัก ใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสมากยิ่งขึ้นและได้เป็นส่วนร่วมในการต่อสู้กับมัน